10:14 4 สิ่งที่ “มาโน่” ต้องทำลายเพื่อก้าวสู่บัลลังก์ “เจ้าอาเซียน”

ทัพ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย มีภารกิจใหญ่ในการกอบกู้ศักดิ์ศรีเจ้าลูกหนังอาเซียนกลับมาเพื่อเรียกศรัทธาแฟนบอลอีกครั้ง แต่รอบรองชนะเลิศต้องโคจรมาเจอกับคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง “เวียดนาม” ที่เกจิหลายสำนักยกให้เป็นตัวเก็งเต็งหนึ่งในฐานะ “แชมป์เก่า” เกมรอบตัดเชือก “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020” ในครั้งนี้ จะดวลแข้งกัน 2 นัด ณ สนามเป็นกลาง บนแผ่นดินถิ่นสิงคโปร์ แต่เปรียบเสมือนเหย้า-เยือน โดยนัดแรกทัพ “ดาวทอง” จะลงสนามในฐานะเจ้าบ้าน วันที่ 23 ธันวาคม หลังจากนั้น “ช้างศึก” จะสลับมาเป็นเจ้าบ้านในนัดสอง วันที่ 26 ธันวาคม ซึ่งทั้ง 2 นัด จะเริ่มคิกออฟเวลา 19.30 น.ตามเวลาประเทศไทย ช่อง 7HD ถ่ายทอดความมันส์ให้ชมกันแบบสดๆ และนี่คือ 4 สิ่งที่ “มาโน่ โพลกิ้ง” ต้องทำลายลงให้ได้ หากต้องการพา “ช้างศึก” ก้าวต่อไปสู่เป้าหมายทวงบัลลังก์ “เจ้าอาเซียน” 1.ทำลายอาถรรพ์แชมป์กลุ่มแบบไร้พ่ายแต่สุดท้ายต้องชอกช้ำ ทีมชาติไทย เข้าร่วมการแข่งขันทัวร์นาเมนท์นี้ทุกครั้ง และประสบความสำเร็จมากสุด 5 สมัย (1996, 2000, 2002, 2014, 2016) จากการเข้าชิงทั้งหมด 8 ครั้ง อย่างไรก็ดี มีสถิติหนึ่งที่แฟนบอลไทยต้องผวา เมื่อ “ช้างศึก” จบด้วยตำแหน่งแชมป์กลุ่มแบบไร้พ่าย แต่สุดท้ายไม่ได้ฉลองแชมป์ถึง 5 ครั้ง -ปี 1998 ต้องจอดป้ายแค่รอบรองชนะเลิศ เมื่อแพ้เจ้าภาพ เวียดนาม 0-3 -ปี 2007 ก่อนกรุยทางสู่รอบชิงฯ (เหย้า-เยือน) นัดแรก บุกแพ้ สิงคโปร์ 1-2, ก่อนกลับมาเล่นในบ้านทำได้แค่เสมอ 1-1 สกอร์รวมแพ้ 2-3 ได้แค่รองแชมป์ -ปี 2008 ทะลุจนถึงรอบชิงฯ นัดแรกพลาดท่าแพ้คาบ้านให้กับ เวียดนาม 1-2, ก่อนบุกไปทำได้แค่เสมอ 1-1 สกอร์รวมแพ้ 2-3 ได้แค่รองแชมป์อีกสมัย -ปี 2012 ทะลุเข้าถึงรอบชิงฯอีกครั้ง นัดแรก บุกไปแพ้ สิงคโปร์ 1-3, ก่อนจะกลับมาเล่นในบ้านเฉือนชนะเพียง 1-0 สกอร์รวมแพ้ 2-3 ได้แค่รองแชมป์สมัยที่ 3 -ปี 2018 รอบรองชนะเลิศ (เหย้า-เยือน) นัดแรก บุกไปเสมอ มาเลเซีย 0-0 ก่อนกลับมาเล่นในบ้านเสมอ 2-2 ทำให้ ไทย อดเข้าชิงด้วยกฎอเวย์โกล์ 2.ทำลายสถิติไม่เคยชนะ “ปาร์ค ฮัง ซอ” นับตั้งแต่ ปาร์ค ฮัง ซอ กุนซือชาวเกาหลีใต้ เข้ามาคุมทีมชาติเวียดนาม เมื่อปี 2018 สามารถพาทัพ “ดาวทอง” ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสถิติในการเผชิญหน้ากับ ทีมชาติไทย ถือว่ายอดเยี่ยมเพราะการเจอกัน 5 ครั้ง ไม่เคยพ่ายให้ทัพ “ช้างศึก” แม้แต่ครั้งเดียว นอกจากนี้ 5 ครั้งที่พบกัน ทีมชาติไทย เปลี่ยนแปลงกุนซือถึง 3 ราย ประกอบไปด้วย อเล็กซานเดร กาม่า ในศึก U22 ชิงแชมป์อาเซียน 2019 ที่กัมพูชา, ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ในศึกคิงส์คัพ 2019 และ อากิระ นิชิโนะ ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง โดยสถิติ “ปาร์ค ฮัง ซอ” คุมทีมเจอไทย 5 นัด ชนะ 1 เสมอ 4 มีดังนี้ – 21 ก.พ.2019 ไทย 0-0 เวียดนาม ฟุตบอล 22 ปี ชิงแชมป์อาเซียน (กัมพูชา) – 5 มิ.ย.2019 ไทย 0-1 เวียดนาม ฟุตบอลคิงส์คัพ (บุรีรัมย์) – 5 ก.ย.2019 ไทย 0-0 เวียดนาม ฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง (ไทย) – 19 พ.ย.2019 เวียดนาม 0-0 ไทย ฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง (เวียดนาม) – 5 ธ.ค.2019 เวียดนาม 2-2 ไทย ฟุตบอลซีเกมส์ 2019 รอบแรก (ฟิลิปปินส์) 3.ทำลายแนวรับทัพ “ดาวทอง” เวียดนาม คือทีมที่ร้อนแรงที่สุดในอาเซียน ณ เวลานี้ ด้วยฟีฟ่าแรงกิ้งต่ำกว่าร้อย (99) ทีมเดียวในอาเซียน และมีผลงานดีต่อเนื่องหลังจากคว้าแชมป์ซูซูกิคัพ 2018 แล้ว ยังสามารถผ่านเข้าถึงรอบ 12 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ได้เป็นครั้งแรก แม้จะแพ้รวด แต่เป็นการแพ้บรรดายักษ์ใหญ่ของเอเชียแบบสูสี ขณะที่ผลงานในศึกชิงแชมป์อาเซียนหนนี้ ทัพ “ดาวทอง” ยังโชว์ผลงานได้สมราคา “แชมป์เก่า” ด้วยการเปิดหัวเอาชนะ ลาว 2-0 ตามด้วยถล่ม มาเลเซีย 3-0 ก่อนเสมอ อินโดนีเซีย 0-0 และปิดจ็อบรอบแบ่งกลุ่มไล่ต้อน กัมพูชา 4-0 แม้จะไม่ได้แชมป์กลุ่ม แต่ก็ยังถูกยกจากเกจิหลายสำนักให้ตัวเก็งเต็งหนึ่งในทัวร์นาเมนท์นี้ ที่สำคัญ เวียดนาม เป็นทีมเดียวในทัวร์นาเมนท์ที่ยังไม่เสียประตูให้ใคร และยิงคู่ต่อสู้ไป 9 ลูก 4.ทำลายแรงกดดัน หลังจากตกรอบแบบหมดสภาพในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก จนต้องเปลี่ยนแม่ทัพที่แฟนบอลไทยเคยฝากความหวังอย่าง อากิระ นิชิโนะ แล้วมาใช้คนคุ้นเคยอย่าง “มาโน่ โพลกิ้ง” ประเดิมทัวร์นาเมนท์แรกที่ว่ากันว่า “ช้างศึก” ชุดนี้เป็นชุดที่ดีที่สุดในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมา เมื่อได้ผู้เล่นค่อนข้างสมบูรณ์ในทุกตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็น 2 แข้งหลักจากเจลีกอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ ธีราทร บุญมาทัน บวกกับดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร มาประสานงานกับรุ่นพี่ โดยมีตัวเก๋าอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา และ สารัช อยู่เย็น ที่กลับมาอยู่ในฟอร์มยอดเยี่ยม ช่วยให้ ทีมชาติไทย เก็บ 12 คะแนนเต็ม จากผลงานชนะ ติมอร์ เลสเต 2-0, ถล่ม เมียนมา 4-0, เฉือน ฟิลิปปินส์ 2-1 ก่อนจะเปลี่ยนยกชุดเอาชนะเจ้าภาพ สิงคโปร์ 2-0 พร้อมเรียกความเชื่อมั่นของแฟนบอลกลับมา อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารอบแบ่งกลุ่มที่ผ่านมา ภาพการเล่นของทัพ “ช้างศึก” จะถูกอกถูกใจ ทั้งการจ่ายบอลจากเท้าสู่เท้า และจังหวะการเข้าทำ รวมทั้งผู้เล่นสามารถทดแทนกันได้ดี แต่ยังมีเสียงบางส่วนบอกว่าคู่แข่งในกลุ่มถือว่าไม่แข็งมากนัก จึงเป็นเครื่องหมายคำถาม ถ้าเจอคู่ต่อสู้เพรสซิ่ง และโต้กลับเฉียบคมกว่านี้ จะเอาตัวรอดได้ดีแค่ไหน? ความคาดหวังจากแฟนบอลไทยในระดับอาเซียนที่ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ ต้องแชมป์เท่านั้น จึงกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลที่อาจทำให้ “ช้างศึก” ขวัญกระเจิงจนเสียสมาธิและหลุดฟอร์ม โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ เวียดนาม ที่นักเลงคีย์บอร์ดพร้อมสับแหลกหากเพลี่ยงพล้ำ ต่อให้มีนางฟ้าอย่าง “มาดามแป้ง” ก็ช่วยไม่ได้!!!

Published

Leave a comment

Your email address will not be published.